![]() |
|
Spaces home I'm fine.PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
I'm fine.Stay still while the world is spinning around.
September 09 เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ"แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์"นสพ. คม ชัด ลึก ชื่อของ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หาได้เป็นที่รู้จักในสังคม เพียงเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่ง ส.ว.จากการสรรหาเท่านั้น แต่เพราะผลงานตรวจสอบ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ทักษัณ ชินวัตร และครอบครัวต่างหาก ที่ส่งให้เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงคนไม่เอาทักษิณ หรือแม้กระทั่งคนในระบอบทักษิณเอง ที่ส่งให้เรืองไกรเข้ามาเป็น ส.ว.สรรหา ย่อมไม่แปลกที่เขาจะมีผลงานมากมาย จากการตรวจสอบรัฐมนตรี และนักการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติไม่มียกเว้น อาชีพการงานของเรืองไกร ในฐานะเป็นนักตรวจสอบบัญชีอิสระ มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เขาใช้ความสามารถเฉพาะตัวเข้าไปตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของทักษิณและคณะได้อย่างถูกลูกถึงคน เรืองไกร สร้างชื่อขึ้นมาจากคดีซุกหุ้นของอดีตนายกฯ ทักษิณ เมื่อเขาเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลย ในความผิดเรื่องละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจสั่งคืนเงินภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เจตนาของเรืองไกร คือ ต้องการให้ศาลภาษีอากรชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานว่า กรณีของเขาเหมือนกับกรณีอดีตนายกฯ แต่เหตุใดกรมสรรพากรจึงมีสองมาตรฐาน กรณีของเรืองไกร ซื้อหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อจากบิดาในราคา 10 บาท จากราคาตลาด 21 บาท เสียภาษี ส่วนกรณีครอบครัวชินวัตร โอนหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น กลับไม่ต้องเสียภาษี "คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลชี้ขาดข้อสงสัย ซึ่งเป็นข้อถกเถียงเรื่องการเก็บภาษีหุ้น ซึ่งต่อไปคำพิพากษาของศาลภาษีอากรนี้จะทำให้เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการประเมินภาษีรายได้ในการรับโอน ซื้อ-ขายหุ้น และคำชี้ขาดน่าจะนำไปเทียบเคียงได้กับการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตรได้" "ที่ผ่านมาผมเป็นนักบัญชีคนหนึ่ง ซึ่งพยายามเสียภาษีอย่างถูกต้องมาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะใช้ความรู้เรื่องบัญชีเป็นช่องทาง เอาเปรียบสังคมและประเทศชาติ" คือ คำประกาศเจตนารมณ์ของนักบัญชีอิสระ หลังจากนั้น คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงให้ความสนใจและเชิญ เรืองไกร มาเป็นที่ปรึกษา ชื่อของเรืองไกรกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2551 เมื่อเขายื่นเอกสารต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ให้ตรวจสอบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีจัดรายการชิมไป บ่นไป ถือเป็นลูกจ้างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ข้อกล่าวหาของเรืองไกรที่มีต่อนายกฯ สมัคร ก็คือ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ไปรับงานพิธีกรรายการทีวีชื่อ ชิมไป บ่นไป ของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 267 หรือไม่ และจะต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ ด้วยหรือไม่ ในช่วงรัฐบาลขิงแก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เรืองไกรได้ยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลสุรยุทธ์ ฐานเข้าข่ายกระทำความผิด เนื่องจากเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายโฆสิตเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของผาแดงฯ ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ในช่วงสภาสูงอภิปรายรัฐบาลสมัคร เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน เรืองไกรเปิดประเด็นว่า เงินที่พรรคการเมืองสนับสนุน ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง อาจต้องเสียภาษี ย้อนหลังตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองระบุว่า พรรคการเมืองสามารถหาเงินได้จากการขายสินค้า รับบริจาค รายได้ต่างๆ เหล่านี้ให้ได้ละเว้นภาษี แต่ประเด็นอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคราวที่เลือกตั้งเมื่อปี 2550 กกต.กับพรรคการเมืองให้ค่าใช้จ่ายแก่บุคคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้งคนละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพวกรถเช่า หรืออย่างอื่น โดยเอามาคำนวณใน 1.5 ล้านบาท ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายแก่พรรคการเมือง 2 ส่วน คือ 1.ผู้ที่ลงสมัครแบบสัดส่วน ที่ต้องใช้ในการประกาศแคมเปญ ปราศรัยช่วยลูกพรรค และ 2.ผู้สมัครแบบเลือกตั้ง เมื่อพิจารณาแล้วก็พบว่า ส.ส.กับ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งต่างกัน เพราะ ส.ว.แบบเลือกตั้งไม่มีใครสนับสนุน เพราะไม่ใช่ตัวแทนพรรค ลงสมัครก็ไม่ได้รับเงินจากพรรค หมายความว่า ส.ส.แบบสัดส่วน กับ ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง ได้ประโยชน์จากเงินสนับสนุนตรงนี้หรือไม่ ประโยชน์ที่สามารถเอาไปยื่นค่าใช้จ่ายต่อ กกต.เข้าลักษณะอย่างอื่นที่เป็นรายได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ ล่าสุดวีรกรรมของเรืองไกร ก็คือ การพยายามสอยท่านประธานรัฐสภา “ชัย ชิดชอบ” พ่อของนายเนวิน ชิดชอบ จากการตรวจสอบของเรืองไกรพบว่า นายชัย ชิดชอบ ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 4 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร อาจมีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 106 (6) และยังต้องพ้นจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย ตามบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายชัยที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 พบว่านายชัยได้ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด จำนวน 7.5 หมื่นหุ้น มูลค่า 7.5 ล้านบาท ขณะที่นางละออง ชิดชอบ ภรรยา มีหุ้นอยู่ในบริษัทเดียวกัน จำนวน 1.35 แสนหุ้น เป็นมูลค่า 13.5 ล้านบาท จากหุ้นทั้งหมดของบริษัท 1.5 แสนหุ้น มูลค่า 15 ล้านบาท และนางละอองยังเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวอีกด้วย และเพิ่งลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ทั้งนี้ บริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ประกอบธุรกิจโม่ บด ย่อยหิน ได้รับสัมปทานเหมืองหินอุตสาหกรรมจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ประทานบัตรเลขที่ 27261/15163) หากสมมติฐานของเรืองไกรถูกต้อง พรรคพลังประชาชนจะต้องหาประธานรัฐสภาคนที่ 3 เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ย้อนกลับมาดูสถานะของเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ตามที่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่า เรืองไกร คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 120,592,315 บาท นี่คือ บทบาทและตัวตนของนักบัญชีมือพระกาฬ ที่วันนี้ต้องขนานนามเขาว่า แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ (http://www.komchadluek.net/2008/09/09/x_main_a001_220016.php?news_id=220016) June 03 ภาพลักษณ์กับตัวตนที่แท้จริง โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช บทความ ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ชีวิตที่เลือกได้ |11 พฤษภาคม 2551 18:34 น.
มีผู้ใหญ่เล่าให้ผมฟังว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นคนสุภาพเรียบร้อยมาก ท่านไม่เคยใช้คำว่า “ลื้อ” “อั๊ว” หรือ “มึง” “กู” เลย ท่านเรียกทุกคนว่า “คุณ” และใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “ผม” เสมอ บางคนก็เห็นว่าความสุภาพเรียบร้อยขนาดนี้ ทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดเพราะเหมือนกับการมีระยะห่าง ไม่มีเพื่อนสนิทจริงๆ ผมเห็นว่าอาจารย์ปรีดีมีลูกศิษย์ที่จงรักภักดี และมีความสนิทสนมกับท่านจำนวนมาก ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของอาจารย์ปรีดีคือ ไม่มีความบกพร่องด่างพร้อยเลย ท่านเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อภรรยา มีความสุจริต เป็นธรรม มีความสุภาพ เรียบร้อย ไม่มีใครหาข้อผิดหรือจุดอ่อนของท่านได้ เพราะเหตุนี้เองที่มีคนพูดกันว่า ก็เพราะอย่างนี้ซิเวลาคนเขาหาเรื่องท่านก็เป็นเรื่องที่ร้ายแรง และไม่เป็นจริงเลย ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนผมว่า คนเรานั้นควรดีใจหากเรามีคนตำหนิ ว่าเราไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะถ้าดีไปเสียหมดเวลาคนเขาทำลายก็จะเอาเรื่องไม่จริงไม่ดีมากล่าวหาเรา สู้ให้เขาเห็นว่าเรามีจุดอ่อนไม่ได้ ผมเลยนำเอาเรื่องนี้มาสอนลูกศิษย์ สำหรับตัวเองแล้วก็รู้สึกว่า หากมีคนเห็นข้อบกพร่องของเราว่า เราไม่ดีก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเรา คนเรานั้นมีตัวตนสองตัวตนคือ ตัวตนของเราเองกับตัวตนตามที่คนอื่นคิด หรือเห็นจะเรียกว่าเป็น “ภาพลักษณ์” ที่เรามีต่อคนภายนอกก็ได้ ส่วนใหญ่คนที่คิดหรือเห็นว่าเราเป็นอย่างนี้อย่างนั้น มักไม่ใช่คนที่รู้จักเราดี อาจเคยพบเห็นเราบ้างหรือ “รู้จัก” เราผ่านกิจกรรมทางสาธารณะที่เราทำบ้าง ส่วนตัวตนที่แท้จริงของเรานั้น บางทีเราเองก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะค้นพบว่านี่คือเรา คนมักเข้าใจผิดเพราะเขาเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราผิดตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่น ผมเคยเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เวลาคนจะตำหนิผมก็ว่าผมไปรับใช้ทักษิณ ความเข้าใจผิดเบื้องต้นก็คือ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้มิใช่สมบัติส่วนตัวของทักษิณ การเป็นกรรมการพัฒนาระบบราชการในสมัยทักษิณ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไปเป็นพวกหรือไปรับใช้ทักษิณ จริงๆ แล้วนักวิชาการและข้าราชการจำนวนมากที่มีส่วนสร้างงานในรัฐวิสาหกิจ และในคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสังคมเรามีการแบ่งฝ่ายแบ่งค่ายกันมากขึ้น การถูกตำหนิจะว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกัน เพราะดีกว่าเขาว่าเราโกงหรือหาผลประโยชน์ ฝรั่งเรียกว่า “guilt by association” คือ “ผิดเพราะไปเกี่ยวข้องด้วย”
เมื่อเร็วๆ นี้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายภรรยาซึ่งรังเกียจทักษิณมาก ก็มาต่อว่าที่เห็นชื่อผมเป็นกรรมการมูลนิธิไทยคม แต่ก่อนนั้นมูลนิธินี้มีคุณเชาวน์ ณศีลวันต์ เป็นประธาน คุณพารณ อิศรเสนาฯ เป็นกรรมการ ทั้งสองท่านมาชวนผมไปเป็นกรรมการเมื่อ 5-6 ปีมาแล้ว ผมก็ไป ต่อมาผมออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ผมเห็นว่าเรื่องมูลนิธิกับการเมืองเป็นคนละเรื่องกัน แม้พ.ต.ท.ทักษิณ จะเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ แต่ก็ไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการ พอพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโค่นล้มไป ผมก็ยังไม่ลาออกเพราะคิดว่าเป็นการเสียมารยาท ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเป็นประธานฯ ผมจึงลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตั้งกรรมการใหม่ แต่ก็ยังมีญาติ เพื่อนฝูงไม่พอใจแยะที่เห็นชื่อผมยังเป็นกรรมการอยู่ เรื่องการเลือกข้างนี้ ในเมืองไทยยุคก่อนซึ่งผมเกิดไม่ทัน แต่ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังก็มีมาก หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ใหม่ๆ โดยเฉพาะหลัง “กบฏบวรเดช” ญาติข้างภรรยาผมถูกจับตอนมีกบฏบวรเดช วังท่านตาของภรรยาผมก็ถูกค้น แม่ยายผมห่อพริกกับเกลือไว้จิ้มมะม่วง ก็ถูกหาว่าเป็นยาพิษ เป็นต้น การแบ่งพวกว่าใครเป็นพวกคณะราษฎร ใครเป็นพวกเจ้าบ้างนี้ ก็มีผลสะเทือนต่อสังคมเล็กๆ สมัยนั้นสูง แต่ก็เป็นเพียงการแตกแยกในกลุ่มชนชั้นนำและข้าราชการในกรุงเทพฯ ไม่ได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางเหมือนในสมัยนี้ แม้สมัย 14 ตุลา ก็ยังไม่มากเท่า ที่ผมยกตัวอย่างตัวผมเองก็เพราะผมต้องการชี้ให้เห็นว่า การแบ่งฝ่ายทุกวันนี้ ไม่มีการแยกแยะเลย แม้มูลนิธิจะไม่ใช่องค์กรทางการเมือง แต่เมื่อเป็นของทักษิณหลายคนก็ไม่พอใจที่เห็นชื่อผม ภาพลักษณ์ที่คนอื่นเห็นก็ไม่ดี สำหรับผมเอง เมื่อผมเป็น “ผู้ให้” ไม่ใช่ “ผู้รับ” ยิ่งในสมัยที่ทักษิณตกเป็นเบี้ยล่าง ตัวตนของผมก็บอกว่าไม่เห็นเป็นไร แต่เราอยู่ในสังคม ภาพ 2 ภาพคือ ภาพที่คนอื่นเห็นกับภาพตัวตนที่แท้จริงจึงสัมพันธ์กันอยู่ บางคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองได้ก็เพราะแคร์กับภาพที่คนอื่นเห็นมากจนเกินไป ทางที่ดีก็คือการรักษาดุลยภาพเอาไว้ แต่ในที่สุดทุกคนก็ต้องอยู่กับตัวตนที่แท้จริงเท่านั้น แม้ภาพลักษณ์ที่คนอื่นอาจทำให้กระทบถึงตัวตนที่แท้จริงของเราเองก็ได้ ผู้ซึ่งมีความทุกข์มากที่สุดในขณะนี้ก็เห็นจะเป็นนายสมัคร สุนทรเวช นั่นเอง ผู้นำ โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช บทความ ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ชีวิตที่เลือกได้ | 25 พฤษภาคม 2551 11:23 น.
ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากเท่ากับเรื่องคุณลักษณะของผู้นำที่เรามีอยู่ ในยุคก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกกันว่า “โลกาภิวัตน์” ผู้นำที่ดีคือ “ผู้จัดการ” แต่ปัจจุบัน “ผู้จัดการ” ต่างจาก “ผู้นำ” ผู้จัดการนั้น แค่บริหารงานให้มีประสิทธิภาพก็พอแล้ว บทบาทของผู้จัดการคือการดูแลให้กระบวนการปฏิบัติงานเป็นไปด้วยดี ควบคุมดูแลให้เกิดความรับผิดชอบ เน้นการเชื่อฟัง และการจงรักภักดี การประสานงาน มักหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่เน้นเสถียรภาพความมีระเบียบเรียบร้อย
แต่ “ผู้นำ” นั้นคือผู้ที่มีความสามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดแรงจูงใจและขวัญกำลังใจ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน และเป็นแบบอย่างได้ ลูกน้องรัก ศรัทธา นิยมชมชอบ ในโลกปัจจุบัน การเน้นคุณลักษณะและอุปนิสัยของผู้นำมีมากขึ้น ทั้งนี้รวมถึงทัศนคติ (ที่เหมาะสม) ของผู้นำด้วย เนื่องจากภาวะผู้นำขึ้นอยู่กับคุณค่า ความเชื่อ และสภาพแวดล้อมขององค์กรหรือของประเทศ ดังนั้นผู้คนก็จะประเมินผู้นำโดยเชื่อมโยงกับคุณค่าที่คนเชื่อถือ ยอมรับว่าเป็นอัตลักษณ์ของสังคม เช่น สังคมไทยมีความรักภักดี และเห็นคุณค่าของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทัศนคติที่ผู้นำมีต่อสถาบันนี้ จึงมีความสำคัญต่อการประเมินความเหมาะสมในการแสดงบทบาทของผู้นำ อาจกล่าวได้ว่าคนในสังคมยุคนี้ มีความคาดหวังในตัวผู้นำมากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่คนจะแสดงความไม่พอใจกับผู้นำที่วางตัวไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอากัปกิริยาหรือวาจา การประเมินผู้นำจึงไม่ได้เน้นเฉพาะผลงานของผู้นำเท่านั้น แต่เป็นการตรวจสอบอุปนิสัยของผู้นำอีกด้วย ยิ่งผู้นำไม่ค่อยมีผลงานที่เป็นรูปธรรม คนก็จะจ้องไปที่อุปนิสัยมากขึ้น รวมไปถึงทัศนคติด้วย สิ่งที่ทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆ ที่พ.ต.ท.ทักษิณมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ก็คือ คุณลักษณะที่เป็นคุณธรรมของผู้ปกครอง โดยเฉพาะความซื่อตรงคงมั่น และการเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สำหรับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั้น เป็นผู้มีคุณธรรมสูง แต่ได้รับการประเมินในฐานะผู้จัดการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารงาน ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช นั้น นอกจากจะไม่มีผลงานเป็นที่ประทับใจ (ตามการสำรวจของโพลหลายแห่ง) แล้ว ก็ยังมีทัศนคติและพฤติกรรมที่สาธารณชน และสื่อมวลชนตำหนิอีกหลายอย่าง ดังนั้น ความสามารถในฐานะผู้บริหารกับอุปนิสัย ทัศนคติของผู้นำต้องไปด้วยกัน สรุปง่ายๆ ก็คือ ต้องทั้งเก่งและดี จะดีแต่ไม่เก่ง หรือเก่งแต่ไม่ดีก็ไม่ได้ แต่ถ้าไม่เก่งหากเป็นคนดี ก็จะเป็นอันตรายน้อยกว่าคนเก่งแต่ไม่ดี ความเก่งของคนเราแปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ ในสมัยนี้ความเก่งรวมไปถึงการเข้าใจตลาดโลก แนวโน้มเศรษฐกิจโลก การเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน การเข้าใจเทคโนโลยี และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ยิ่งโลกมีความสลับซับซ้อน และมีความแตกต่างหลากหลายมากเท่าใด ผู้นำก็ต้องมีความยืดหยุ่นสามารถทำงานกับคนหลายๆ ประเภทได้ และเรียนรู้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ใช่เก่งแต่การทำอาหาร และเก่งแต่พูดเพราะโวหารไม่สามารถจะรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ โลกเมื่อ 50 ปีมาแล้วไม่ซับซ้อน และมีความแน่นอนเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เวลานี้หากก้าวผิดนิดเดียวก็ล่มจมได้ เป็นโลกมีความเสี่ยงสูง ต้องมีการบริหารความเสี่ยง ถ้าอยากให้องค์กรหรือสังคมมีความมั่นคงยั่งยืน ก็ต้องสร้างรากฐานของสังคมก่อน คือการสร้างศรัทธา ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความจงรักภักดี ความสามัคคี การเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กัน และการสื่อสารระหว่างกันที่เป็นระบบ สังคมที่มีความยั่งยืน คือ สังคมแห่งความร่วมมือกันมากกว่าสังคมแห่งการแข่งขัน สังคมไทยเรามีผู้นำสองระดับ คือ ระดับบนสุด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ และระดับคณะรัฐบาล การมีผู้นำสองระดับโดยระดับบนสุด เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้รับศรัทธา ความจงรักภักดี และความเชื่อมั่นจากประชาชนในชาติ ทำให้สังคมไทยสามารถผ่านวิกฤตการณ์มาได้หลายครั้งหลายหน ในปัจจุบันมีขบวนการที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ มีทุนสนับสนุนในการมุ่งทำลายศรัทธาของคนรุ่นหนุ่มสาวที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่กว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ก็ยังดีที่เมื่อไม่นานมานี้ มีการสำรวจทัศนคติของคนไทยเกี่ยวกับความสุข ปรากฏว่าร้อยละ 90 กว่าระบุว่า ความสุขคือ ความรักและภักดีในองค์พระมหากษัตริย์ ภาวะวิกฤตในผู้นำปัจจุบัน ทำให้เกิดการหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่คัดเลือกผู้นำจากการเลือกตั้ง ซึ่งนับวันเราได้ผู้นำอย่างเป็นทางการโดยตำแหน่ง แต่ไม่สามารถ “ปกครอง” ใครได้ บางแห่งก็มีการแสดงความนับถือแต่เพียงภายนอก ส่วนในใจ และในระหว่างลูกน้องด้วยกันก็มีแต่ความดูแคลน การมีผู้นำที่เก่งแต่ไม่ดีทำให้ประชาชนมีความคาดหวังต่อตัวผู้นำในแง่คุณสมบัติทางศีลธรรม คุณธรรมมากขึ้นก็จริง แต่ก็ก่อให้เกิดการถกเถียงในแง่การทดแทนระหว่าง “ความเก่ง” กับ “ความดี” ด้วย เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “โกงบ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงานก็แล้วกัน” ในที่สุดแล้ว รายละเอียดที่ได้จากคดีการกระทำผิดต่อรัฐ จะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่าระหว่าง “ความเก่ง” กับ “ความดี” นั้น ทดแทนกันไม่ได้ จะต้องมีอยู่ควบคู่กันเสมอ ผู้นำในโลกปัจจุบันต้องเป็น “ผู้แปรเปลี่ยน” (Transformer) ทั้งเปลี่ยนสังคม และเปลี่ยนคน สังคมใดที่มีผู้นำที่ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ สังคมนั้นมีปัญหา และคนในสังคมย่อมมีภารกิจร่วมกันในการเปลี่ยนตัวผู้นำนั้นเสียโดยเร็ว March 24 the whole circle
I'm tried. I'm losing a faith in human being. People said human different from the others creature coz they've got a moral. I used to see some wonderful kindness and they brought to me the beautiful moments. Now it's not balance and I turn to be mad to survival. How can I bring back myself and it should be asap, whether I gonna lose myself. Hopefully I’m patient enough to see the whole circle, not for this time but for whenever and ever.
March 10 ชีวิตแบบ Portfolio โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ยายพลอย ลูกสาวของผมเล่าให้ฟังว่า มีคนมาจ้างไปเป็นคนคิดออกแบบงานแต่งงาน นับว่าเป็นงานใหญ่ ยายพลอยเองก็แปลกใจที่มีคนมาจ้างให้ทำงานนี้ เราคงสังเกตว่างานแต่งงานของคนชั้นกลางยุคนี้เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่การหาฤกษ์วันหมั้นและวันแต่ง สมัยก่อนต้องนำดวงชะตาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปให้พระหรือหมอดูช่วยหาฤกษ์ มายุคนี้ขึ้นอยู่กับการจองวันว่างของโรงแรม บางโรงแรมมีคนจองแยะ ก็ต้องหาวันที่ว่าง ในงานแต่งงาน สิ่งที่แปลกใหม่ก็คือ หน้างานจะมีรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวในอิริยาบถต่างๆ วางไว้ให้ดู ระหว่างงานจะมีการฉายวิดีทัศน์ประวัติของเจ้าบ่าวเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็ก และการพบรักกัน การจัดงานต้องอาศัยบริษัทที่เรียกกันว่า “ออร์แกนไนเซอร์” มาจัดงาน โดยรับเหมาตั้งแต่การจัดเลี้ยง ดนตรี การจัดการภายในงาน (ซึ่งรวมไปถึงการดูแลเหล้า และไวน์ไม่ให้คนมาหยิบฉวยไปด้วย) การจัดงานแต่งงานสมัยนี้ ถ้าจัดในโรงแรมชั้นหนึ่งและเชิญคน 500-800 คน จะใช้เงินประมาณหนึ่งล้านบาท งานแต่งงานบางคนเลือกไปจัดงานในต่างจังหวัด ตามรีสอร์ตต่างๆ ซึ่งได้บรรยากาศดีไปอีกแบบหนึ่ง การคิดออกแบบงานแต่งงานของยายพลอยนั้น มีถึง 10 แบบด้วยกัน ยายพลอย มีอาชีพเป็นผู้ออกแบบความคิด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Concept Designer ในโลกนี้มีคนทำงานเช่นนี้น้อยมาก ในเมืองไทยเท่าที่รู้ก็มียายพลอยเพียงคนเดียว และการทำงานของยายพลอยนั้น เป็นการทำงานที่ไม่มีอาชีพหลักที่ไปทำงาน 8 โมงเช้ากลับบ้าน 5 โมงเย็น และไม่ได้มีเพียงงานเดียว แต่มีหลายงานเรียกว่าเป็นงานที่เป็น Portfolios คือมีงานหลายชิ้น ทำเสร็จเป็นชิ้นๆ ส่วนมากจะมีระยะสั้น และจะต้องทำให้เสร็จทันกำหนด มีคุณภาพดีเป็นที่ถูกใจของลูกค้า ยายพลอย ทำอย่างนี้มาหลายปีแล้ว สามารถเลือกลูกค้าได้ และมีรายได้สม่ำเสมอ แม้จะไม่รวยแต่ก็สบายใจและสนุก ที่สำคัญคือทำอยู่กับบ้าน ไม่มีที่งาน แม้จะต้องเดินทางเป็นบางครั้ง แต่ก็เป็นระยะสั้นๆ ผมให้ยายพลอยอ่านเรื่อง Portfolio Life ของ Charles Handy ยายพลอยชอบมาก และได้ดำเนินชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด ผมเองก็มี Portfolios เหมือนกัน คนที่ไม่เข้าใจก็ตำหนิว่า ทำงานหลายอย่าง แต่ผมต่างจากยายพลอยตรงที่ไม่ได้ทำงานอยู่กับบ้าน หากมีที่ทำงานหลัก และที่ทำงานรอง ที่ทำงานรองเป็นงานที่มีลักษณะพิเศษอย่างที่ราชบัณฑิตยสถาน เป็นต้น ราชบัณฑิตยสถานมีราชบัณฑิต 90 คน และภาคีสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง งานส่วนใหญ่เป็นงานคณะกรรมการบัญญัติศัพท์สาขาวิชาต่างๆ นอกจากนั้นยังต้องมีการพิจารณาคำที่ต่างสาขาบัญญัติไว้ว่าควรจะใช้คำเพียงคำเดียวหรือไม่ด้วย ซึ่งเป็นงานที่ยากมาก เพราะต่างสาขาวิชา แม้จะใกล้เคียงกันก็ตาม ก็ยังใช้ในความหมายที่ต่างกัน ชีวิตการงานที่คนเรามีงานไม่ประจำทำแล้วเสร็จนี้ โลกสมัยใหม่เริ่มมีคนทำอย่างนี้มากขึ้น แต่ก็ยังมีไม่มากเพราะน้อยคนที่จะทำได้ ตัวอย่างเช่น ยายพลอย เป็นนักแปลหนังสือ และเขียนบทความ การเขียนบทความของยายพลอยต่างไปจากคนอื่น คือเขียนจากประสบการณ์ตรงบวกกับความคิดเห็น บทความแต่ละบทมีการค้นหาข้อมูลมาก และมีภาพประกอบซึ่งยายพลอยถ่ายเองด้วย แต่เดิมยายพลอยมีงานเขียนอาทิตย์ละ 5 เรื่อง เดี๋ยวนี้ลดลงเหลือ 2-3 เรื่อง และลงในนิตยสารที่มีคนอ่านมาก เช่น สกุลไทย เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีงานออกแบบความคิดให้บริษัทต่างๆ ออกแบบบุคลิกลักษณะของโรงแรม ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดเล็ก และเป็นผู้แนะนำการซื้อของๆ ร้านใหญ่ๆ งานเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ตามความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า การทำงานแบบนี้ไม่ใช่งานที่สบาย เพราะต้องคิดไม่ให้เหมือนคนอื่น คนที่เจาะจงมาจ้างก็ต้องเห็นแล้วว่า คนอื่นทำไม่ได้ต้องคนนี้เท่านั้น หากทำไปอย่างไม่มีคุณภาพ ก็จะมีการบอกต่อๆไป ในที่สุดก็จะไม่ได้งาน คนยุคใหม่ หากมีฐานะดีก็จะไม่รับราชการหรือทำงานบริษัทแล้ว หลานผมคนหนึ่งจบอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ด้านการละคร แล้วไปเรียนทำอาหารและขนมจากกอร์ดอง เบลอ กลับมาก็ทำของว่างในงานเลี้ยงรับรอง ใช้ครัวที่บ้านทำมีเพื่อนช่วยด้านการหาลูกค้า เป็นหุ้นส่วนกันอีกคน ถามดู หลานบอกว่ามีงานแยะ และยังมีคนให้จัดอาหารเลี้ยงคน 10 คน 20 คนอีกด้วย วันก่อนผมอ่านหนังสือเล่มใหม่ชื่อ My Self ของ Charles Handy เป็นการรวมเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับชีวิตของ Charles Handy ซึ่งเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำ แล้วไปเรียนภาษากรีกและละตินที่ออกซฟอร์ด ต่อมา Handy ไปเป็นพนักงานของ Shell ที่บอร์เนียว (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย) Handy ไปเรียนบริหารธุรกิจที่ M.I.T. แล้วกลับมาพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจให้มหาวิทยาลัยลอนดอน Handy เองเมื่อออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันจริยธรรมของอังกฤษก็ใช้ชีวิตที่ไม่ทำงานประจำ หันมาเขียนหนังสือที่ไม่เป็นวิชาการ และมีรายการทางวิทยุ B.B.C. ในเมืองไทยมีคนใช้ชีวิตแบบ Portfolio มากขึ้น ถ้าเป็น Portfolios ขนานแท้ก็ต้องเป็นแบบยายพลอย คือมีหลายชิ้นงาน แต่ละชิ้นงานก็ต้องมีการนำเสนอต่อลูกค้า และทำให้ดีให้เสร็จตามกำหนด จะว่าไปแล้วก็เป็นงานที่อาศัยความคิดจริงๆ การจะมีความคิดดีๆ จะต้องเป็นผู้ได้พบเห็น และอ่านหนังสือมากๆ ยายพลอยใช้เงินหลายหมื่นบาทซื้อหนังสือ และนิตยสาร แต่ที่ดีก็คือยายพลอยไม่ชอบลอกความคิดของใคร จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าซึ่งทุกคนพอใจกับบริการที่ได้รับ คนที่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองมาก น่าจะทำงานเช่นนี้ ชีวิตแบบ Portfolios ต่างกับพวกรับจ้างทำงานแทนนอมินี ซึ่งไม่ต้องอาศัยสติปัญญามากนัก (Source: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000028868)
|
|
||||||||||||||||||||||||||
|
|